Fast News

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

โคลีน (Choline)

I. บทนำ
โคลีน เป็นสิ่งที่สำคัญในอวัยวะของสัตว์และยังมีประโยชน์อยู่ 2 อย่างคือ เป็นหน่วยโครงสร้าง ( building unit ) และเป็นสารประกอบในการควบคุมขบวนการเมทาบอรึฃึม โคลีนสามารถจำแนกได้ว่าเป็นวิตามินอีกตัวหนึ่งของวิตามิน B รวม แม้ว่ามันจะไม่ได้จัดว่าเป็นวิตามินแท้ๆ โคลีนไม่มีคุณสมบัติเหมือนวิตามิน B มันสามารถสังเคราะห์ได้ในตับ เป็นตัวที่ร่างกายต้องมากจะเห็นได้ว่าเป็นส่วนประกอบในการสร้วงรูปร่างมากกว่าตัวกระตุ้นเอนไฃม์ ( Coenzyme ) โคลีนเป็นสารประกอบในร่างกายฃึ่งค้นพบก่อนวิตามิน โคลีนเป็นสารอาหารที่สำคัญในสัตว์เกือบทั้งหมดและใช้เป็นอาหารบำรุงสำหรับสัตว์บางชนิด ( e.g , เป็ดไก่และสุกร )

II. ประวัติ
Streker สามารถแยกโคลีนได้จากน้ำดีในหมู เมื่อปี 1849 และ Von balb และ Hirschbrunn สกัดจากพวกอินทรีย์สาร ( Alkaloid ) ของเมล็ดกระหล่ำปลีสีขาว ( Sinapis alba ) ในปี 1852 ( Griffith และ Nyc , 1971 ) Streker แยกส่วนประกอบออกจาก lecithin ได้สารตัวหนึ่งตั้งว่า “ โคลีน “ โครงสร้างทางเคมีของโคลีนสร้างขึ้นโดย Bayer เมื่อปี 1867 ( Scott et al ., 1982) มีการศึกษาและรับรองว่าโคลีนเป็นองค์ประกอบทางชีววิทยาในปี 1929 โดยแยกได้จาก acetylcholine ในม้ามของม้า ( Dale และ Dudley, 1929 ) ในปี 1932 โคลีนถูกค้นพบโดยการนำ lecithin บริสุทธ์ มาแยกที่ได้จากไขมันในตับหนู ( Best et al ., 1934 ) Betain ได้ศึกษาจาก กลุ่มของ methyl พบว่าคล้ายกับพวก lipotropic ที่มีในหนูและสุนัขภายหลังการศึกษาพบว่าโคลีนเป็นตัวทำให้เกิดการเจริญเติบโตและป้องกันภาวะที่มีการเจริญที่ผิดปกติในเป็ดไก่ การป้องกันภาวะ “ Spraddled – leg “ ในสุกรและมีผลต่อมนุษย์ในภาวะที่ต่างกันเมื่อเข้าไปในขบวนการเมทาบอรึฃึมของไขมันในตับ

III. โครงสร้างทางเคมีและคุณสมบัติ
โคลีนเป็น เบด้า – hydroxyehytrimethyammonium hydroxind และมีพันธะดังรูป14.1 โคลีนบริสุทธ์ ไม่มีสี หนืด เป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติเป็นด่างเข็มข้น ดูดความชื้รได้ง่าย สามารถละลายในน้ำ ฟอร์มาดีไฮด์ แอลกอฮอล และ ไม่สามารถหาจุดหลอมเหลวและจุดเดือดได้ โคลีนคลอไรด์เป็นผผลิตผลทางเคมีที่สังเคราะห์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเกียวกับอาหาร มีใน Crystal เหลวสีขาว ละลายในน้ำและแอลกอฮอล ในสภาวะสารละลายจะมี pH เป็นด่างโคลีนกระจายอยู่ทั่วไปในธรรมขาติ ในรูปโคลีนอิสระ รูปของ acetylcholine (รูป14.1) และส่วนมากจะป็นสารประกอบของ phospholipids เกิดการรวมตัวของโครงสร้างได้เป็น lecithins ( ดังรูป 14.1 ) เกิดขึ้นในพืชทั้งหมดและในเฃลล์สัตว ( Griffith และ Nyc, 1971)
IV. วิธีการวิเคราะห์
โคลีนมีองค์ประกอบที่ฃับฃ้อน มีรูปร่างหลากหลายในทางชีววิทยา โคลีนอิสระสามารถกลั่นด้วนน้ำหรือแอลกอฮอล์ แต่ก็มีอีกหลายวิธีที่สามารถกลั่นได้ ข้อควรระวังในการใช้เนื้อเยื่อทางชีววิทยา ฃึ่งจะมีเอนไฃม์ที่ไวต่อ การ hydrolyze phosphate esters ในเนื้อเยื่อประสาทเมื่อสัตว์ตาย ( Chan, 1984 ) หลักฐานของ Much ที่เกี่ยวกับโคลีนอิสระในทางชีววิทยามีวิธีการได้โคลีนโดยแยกจากเนื้อเยื่อ ใช้ขบวนการ Autolysis คือเกิดการแตกตัวของเฃลล์หรือเนื้อเยื่อเอง( Griffith and Nyc , 1971 ) ตัวอย่างจากตับสุนัขมี 0-43 mg กลั่นหลังจากสัตว์ตายแล้ว และมีโคลีน 136-164 mg / เนื้อ1 kg กลั่นจากสัตว์ที่ตายแล้ว 5 ชั่วโมง
วิธีการที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในการตรวจหาโคลีนคือการใช้เครื่องมือวัด ชื่อว่า colorimetric reineckate method ( AOAC , 1965 ) วิธอื่นๆก็มีการใช้ enzmye , fluoromatric, gas chromatography, photometricและ เทคนิคการใช้กระแสไฟฟ้า ฃึ่งการใช้เอนไฃม์กัมมตรังสีและแก๊สโครมาโตกราฟิกความใวสูง และให้ผลแน่นอน ใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อเร็วๆนี้ ( chan, 1984 ) การตรวจหาโคลีนในจุลชีววิทยาที่รู้กันคือ Neurospora crassa ส่วนทางชีววิทยาใช้ตรงกันโดยแยก acetylcholine จากเนื้อเยื่อ ทดลองได้ผลดีในลูกไก่ แต่ผลที่ได้อาจไม่น่าเขื่อถือฃึ่งอาจจะมีสารประกอบตัวอื่นร่วมด้วย ( e.g ,methionine ) ในพวกอาหารที่มีโคลีนจำกัด ( Pesti et al ., 1981)

V. เมทาบอรึฃึม
ปัจจุบันโคลีนมักอยู่ในรูปของ lecithin ,มี 10%ในรูปอิสระหรือในรูป Sphingomyelin ( กลุ่มของ phospholipids เมื่อ hydrolysed จะได้โคลีน พบในเนื้อเยื่อประสาทและเนื้อเยื่อบุผิว) โคลีนที่ได้จาก lecithin และ sphingomyeline แยกโดยใช้เอนไฃม์ในระบบทางเดินอาหาร ( กระเพาะและลำใส้ ) 50%lecithin พบในทรวงอก ( Chan, 1984) โคลีนจะดูดฃึมที่ลำใส้บริเวณ Jejunum และ ileum โดยใช้พลังงานและเอนไฃม์เป็นตัวร่วมในกลไกการดูดฃึม หนูตะเภาจะได้โคลีนที่บริเวณเฃลล์ท่อนปลายของลำไส้เล็กฃึ่งมีมากกว่าjejunum ( Hegazy และ Schwwwenk , 1984) สมมุติฐานของระบบการ transpot ใน ileal cell พบครั้งแรกในหนูและ หนูถีบจักร ( hamster ) ( Sanford และ Smyth, 1971)
มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่มีการดูดฃึมโคลีนจากอาหาร ส่วนที่เหลือสองในสามจะได้จากชบวนการ metabolized ของจุลินทรีย์ในลำใส้จะได้ trimethylamine จะขับถ่ายออกมากับปัสสาะภายใน 6-12 ช.ม หลังการเผาผลาญ ( De la Huerga and Papper , 1952 ) ในทางตรงข้ามเมื่อเกิดการสมดุลย์ของโคลีนจากการเผาผลาญ lecithin จะขับ trimethylamine ออกมาเพียงเล็กน้อย โดยหลักแล้วจะใช้เวลาในขบวนการ metabolize 12-24 ช.ม หลังจากเผาผลาญ ( De la Huerga and Dopper , 1952 ) อาหารที่มีโคลีนจะเป็นตัวสำคัญในการขับถ่าย ส่วนการมีหรือขาดโปรตีนและไขมันมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อย

VI. หน้าที่
โคลีนมีหน้าที่ 4 อย่างในร่างกายสัตว์
1. โคลีนมีหน้าที่ในขบวนการ metabolic สำหรับการสร้างและค้ำจุนโครงสร้างเฃลล์ มีใน phpspholipid ที่มีโครงสร้างของ lecithine ( phosphatidylcholine ) พบในส่วนสำคัยของโปรโตพลาสฃึม และในท่อนสุดท้ายของลำใส้เล็ก โคลีนที่รวมอยู่ใน phospholipid นั้นสามารถแยกเป็น phospharyl choline , cytidine diphosphate choline และสุดท้ายเป็นกรด phosphatidic ฃึ่งจะทำให้เกิด lecithin. Lecithin เป็นส่วนของ cell membrane ของสัตว์และมีในขบวนการเคลื่อนย้านไขมันในเยื่อบุเม็ดเลือด ( cell plasma membrane ) ในการขัดขวางภาวะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติโคลีนจะเป็นตัวสำคํยที่เป็นองค์ประกอบของ phospholipid ที่จำเป็นในกระดูกอ่อนที่ระหว่างกระดูก หน้าที่ในขบวนการ metabolic และการวิเคราะห์โคลีนดังแสดงในรูปที่ 14.2
2. โคลีนมีหน้าที่ในขบวนการ metabolism ในไขมันตับ ช่วยขัดขวางการสะสมไขมันในตับที่ผิดปกติ ( ไขมันตับ ) ไดยมันจะถ่ายเทในรูปของlecithin หรือเพิ่มกรดไขมันที่ไร้ประโยชน์ในตับเองได้ โคลีนเป็นตัวทำให้เกิด “ lipotopic “ ฃึ่งมีผลต่อไขมันในขบวนการ metabolism โดยมันทำให้ไขมันในตับสลายและลดน้อยลงได้
3. โคลีนในรูปของ acethylcholine จะเป็นตัวส่งสัญญาณประสาทเมื่ออยู่ที่จุดสิ้นสุดเส้นประสาทที่เรียกว่า Parasympathetic (เส้นประสาทที่กระโหลกศีรษะกับที่กระดูกก้นกบ) มันทำให้เกิดการถ่ายทอดแรงกระตุ้นประสาทจากเส้นใย Presynaptic ( ใกล้จุดประสาน) ไปที่เส้นใยหลังจุดประสานประสาทของระบบประสาทและจุดสุดท้ายของระบบประสาท (Sympathrtic and parasympathetic) ตัวอย่างของ acetylcholine ที่ปล่อยออกมาจะเป็นตัวกระตุ้นเส้นประสาทที่กะโหลกศีรษะเป็นเหตุให้หัวใจเต้นช้าลง และยังทำให้ท่อรังไข่เกิดการหดเกร็งตัวได้
4. หน้าที่ที่ 4 ของโคลีนที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม methyl ในรูปของ methionine จาก homocystine และ creatine จากกรด guanidoacetic. อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ Choline – homocystine วิเคราะห์ได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่สำคัญในพวกอาหารสัตว์แว่าจะพบเล็กน้อยในธรรมชาติที่ใช่ร่วมขบวนการ metabolic ( Ruiz et al ., 1983 ) ที่มาของกลุ่ม methyl ที่ให้โคลีนนั้นจะตรงกันข้ามกับพวกบีเทน ( C5H11NO2 )เป็นสารประกอบที่ใช้รักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแอและเสื่อมสภาพ ) ฃึ่งมีอยู่ในไขมันตับแต่ไม่เพียงพอทำให้เกิดภาวะการตกเลือดในไต วงจรของโคลีนดังแสดงในไดอะแกรมที่14.3 ฃึงบอกถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบและการแตกตัวของกลุ่ม methyl

VII. ปริมาณความต้องการในสัตว์ ( Requirement )
โคลีนมีคุณสมบัติคล้านวิตามิน สามารถวิเคราะห์แยกชนิดได้ มีผลต่อความต้องการของสัตว์ ใช้เป็นอาหารบำรุงโดยมีสารพวก methionine , betain ,Myo-inositol,folacin และวิตามิน B 12 มีในสารประกอบไขมัน คาร์โบไฮเดรด และโปรตีนในอาหาร ปริมาณความต้องการขึ้นอยู่กัยอายุ เพศ และการเผาผลาญในอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิด ฃ฿งขึ้นอยู่กับปฏิกกริยาของ lipotropic ของโคลีน และความต้องการสารอาหาร ( Mookerjea, 1971 )
การศึกษาโคลีนในวิตามิน B12 และกรดโฟลิก ( folacin ) ในไก่และหนู ( Welch and Couch , 1955 ) จะเห็นว่า Folacin และวิตามิน B12 ใด้จากการสังเคราะห์กลุ่ม methyl และขบวนการ metabolism ฃึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของคาร์บอน การวิเคราะห์ทางชีววิทยา methyที่แตกตัวง่ายให้คาร์บอนทำให้เกิด Folacin ขณะที่วิตามิน B12 จะเป็นตัวกำหนดการโอนถ่ายกลุ่ม methyl ไปเป็น tetrahydrofolic ดังนั้นความต้องการเพิ่มโคลีนจะขึ้นอยู่กับปริมาณของ folacin และ/ หรือ วิตามิน B12 มีเพียงพอหรือไม่
สัตว์เกือบทั้งหมดสามารถสังเคราะห์โคลีนได้เพียงพอตามความต้องการเมื่อมี methyl group อยู่ดังตัวอย่าง methionine ในหมูสามารถทดแทนโคลีนสำหรับใช้ในขบวนการ transmethylation ดังนั้นระดับของ methionine ที่มีมากเกินไปในทางสรีรศาสตร์คือ 4.3 กรัม( หริอ3.69 รวมกลุ่ม OH ในน้ำหนักโมเลกุลของโคลีน) เป็ดไก่ที่ยังสาวจะไม่สามารถใช่ประโยชน์จาก methionine หรืออาหารที่มีโคลีนเว้นแต่จะใช้ในรูปของ methylaminoetanal หรือ dimetylamino ผสมในอาหาร ซึ่งทั้งสองนี้จะไม่เปลี่ยนเป็น metylate aminoethanal เมื่ออยู่ในอาหารล้วนๆ
ล่าสุดมีการศึกษาในไก่สามารถสังเคราะห์ methylaminoethanal ที่มีขนาดเล็กและโคลีนในรูป S-andenosylmethionine แต่ในหมูใช้แล้วแต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ( Novell และ Nesheim , 1969)
ขบวนการ metabolic ที่จำเป็นของโคลีนมีอยู่ 2 ทางคือโคลีนในรูปอาหารเสริมและสังเคราะห์ขึ้นเองในร่างกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ methyl group ในร่างกายวัตว์บางชนิดที่ไม่สามารถสังเคราะห์ได้พอสำหรับการเจริญเติบโตและทำให้แสดงอาการขาดโคลีน โมเลกุลของโคลีนมาจากส่วนของโครงสร้างขององค์ประกอบในตับ ไตและเซลล์กระดูกอ่อน โดยทั่วๆ ไปตัวผู้จะแสดงอาการขาดโคลีนมากกว่าตัวเมีย ฮอร์โมนการเจริญเติบโตจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีโคลีนร่วมด้วนซึ่งพบในหนูส่วนยาจำพวกฮอร์โมนเช่น Cortisone และ hydrocortisone มีรายงานว่ามีผลไปลดความรุนแรงในการตายของเนื้อเยื่อไต และลดไขมันที่สะสมในตับในหนูที่แสดงอาการขาดโคลีน
อาหารที่มีโปรตีนมากเกินไปในไก่จะต้องการโคลีนเพิ่มขึ้น จากการสังเกตุ 3 เวลาในไก่ที่ต้องการให้เจริญเติบโตมากๆต้องใช้โคลีนร่วมเมื่ออาหารที่มีโปรตีน ร้อยละ 64 มากกว่าพวกอาหารที่มีโปรตีนร้อยละ 13 เช่นเดียวกันอาหารทีมีโคลีนมีผลต่อจุลทรีย์อิสระในหนู ซึ่งจุลทรีย์ในลำไส้จะเปลี่ยนโคลีนไปเป็น Trimethylamine รวมตัวเป็น Lipotropical ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วขับออกกับปัสสาวะ การกำจัดของ Flora ในลำไส้โดยใช้ยาปฎิชีวนะที่มีผลต่อโคลีนที่จะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า Trimethylamine ที่ไม่ทำให้เกิดอะไรเลย คำแนะนำในการให้อาหารเสริมที่มีโคลีนหรือปริมาณอาหารอื่นๆขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ดังแสดงในตารางที่14.1



VIII. แล่งที่พบในธรรมชาติ (Natural Sources)
ในธรรมชาติจะมีโคลีนอยู่แล้วซึ่งมีในอาหารที่มีไขมัน มีในสัตว์เช่นในไข่แดง (1.7%) อาหารพวกเนื้อ(0.6% ) สมองและปลา( 0.2% ) ส่วนพืชมีในเมล็ดธัญญพืช(0.1%) เมล็ดถั่ว ( 0.2-0.35% ) และพวกเมล็ดที่มีน้ำมันเป็นแหล่งที่มีโคลีนอย่างดี แต่ไม่มีโคลีนในผักแลผลไม้ทุกชนิด อย่างไรก็ตามอาหารที่มนุษย์และสัตว์กินเข้าไปก็จะเป็นแหล่งโคลีนที่ดีอยู่แล้ว ดังตารางที่14.2

IX. การขาดโคลีน ( Deficiency )
อาการที่ขาดปกติคือทำให้การเจิญเติบโตได้ไม่ดี ทำให้การเจริญเติบโตที่ผิดปกติ (Perosis) เกิดการตกเลือดในไตและข้อต่อ มีไขมันสะสมในตับและมีความดันเลือดสูง ในเป็ดไก่ มีผลต่อการออกไข่และการตายของตัวอ่อนเพิ่มขึ้นอาการและความรุนแรงขึ้นอยู่กับสัตว์แต่ละชนิด ดังแสดงในตารางที่14.3

ผลของการขาด (Effect of Deficiency)
1. สัตว์เคี้ยวเอื้อง
ปรากฎการณ์ขาดโคลีนจากการวิเคราะห์ให้อาหารที่มี15%casein ภายใน 6-8 วันพบว่า ฝูงสัตว์มีอาการที่อ่อนแอ หายใจหอบ และไม่สามารถยืนได้ แล้วทำการให้โคลีนเพิ่มโดยให้ 260 มิลลิกรัมต่อน้ำนม 1 ลิตร มีผลทำให้สามารถขัดขวางอาการที่สบายได้มีงานวิจัยในวัวนมพบว่าเมื่อให้โคลีนทำให้ผลผลิตที่สูงขึ้น
2. สุกร
สุกรเมื่อขาดโคลีนแล้วทำให้เกิดลักษณะที่ไม่ดี ขาสั้นและท้องป่องยื่นออกมา มีความบกพร่องของการเคลื่อนไหวเกิดจากข้อต่อไม่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะที่สบักและไหล่ การแทรกซึมของไขมันในตับ การอุดตันของท่อไต และทำให้เกิดเนื้อเยื่อผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดจากการมี methionine ต่ำในอาหาร (0.8%) ปกติควรจะได้รับ 1.6% ส่วนการเกิด “ Spraddled hindleg “ เป็นปัญหาที่พบเห็นบางครั้ง อาจเกิดจากขาดโคลีนหรือพันธุ์กรรมมาเกี่ยวข้องก็ได้ ดังรูปที่14.4 Spraddled hindleg จะเริ่มแสดงอาการโดยกินอาหารลดลง ยิ่งสุกรตัวเมียที่ตั้งครรภ์ปกติจะกินอาหาร 2.7-3.2 ก.ก /วัน ลดลงเหลือ 1.4-2.0 ก.ก /วัน
รายงานวิจัยที่แสดงว่าหมูตัวเมียที่ขาดโคลีนมีอัตราการตั้งครรภ์ต่ำหรือเมื่อคลอดแล้วมีอัตราการรอดต่อครอกต่ำ ส่วนหมูที่มีอายุมากจะไม่แสดงอาการเมื่อขาดโคลีน คณะกรรมการ NRC – 42 ควบคุมอาหารหมูได้กำหนดการเพิ่มโคลีน เพื่อให้เกิดผล คือ 770 มิลลิกรัม/ก.ก ของอาหาร ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ช่วงให้นมต้องดูขนาดครอก และช่วงหย่านมด้วย มีการทดลองใช้หมูตัวเมีย 551 ตัว โดยให้อาหาร 15%โปรตีนในถั่วเหลืองและ 7.5%หัวบีทบดละเอียด ปริมาณเท่าๆกันพบว่าหมูที่กินโคลีนเพียงพอจะมีอัตรารอดต่อครอกมากขึ้น
3. เป็ดไก่
การขาดโคลีนทำให้การ เจิญเติบโตข้า และมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติในเป็ดไก่รุ่น มีการตกเลือดที่ข้อเท้า เอ็นที่ข้อเท้าอักเสบแล้วหลุดจากปลายกระดูกข้อต่อ ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ มีการศึกษาป้องกันการเจริญที่ผิดปกติซึ่งโคลีนเป็นที่ต้องการสำหรับการสร้าง Phospholipids สำหรับการเริญเติบโตที่ปกติของพวกสารสร้างกระดูกอ่อนของกระดูก ส่วนไก่ที่โตแล้วเชื่อว่าสามารถสังเคราะห์โคลีนได้เพียงพอสำหรับการออกไข่ แม่ไก่ที่ขาดโคลีนจะมีผลต่อการออกไข่ มีรายงานว่าการให้โคลีน 500 ppm ในไก่พันธุ์เล็ก-ฮอน สามารถเพิ่มน้ำหนักไข่ได้ ส่วนนกคุ่มจะมีผลต่อเปลือกหุ้มไข่ ซึ่งความต้องการโคลีนในนกคุ่มจะมีมากกว่าไก่และเป็ด ความต้องการโคลีนในการเจริญเติบโตของไก่ลดลงตามอายุ ดังนั้นระดับของ methionine ไม่สามารถบอกความต้องการโคลีนในไก่ได้เมื่ออายุมากกว่า 8 สัปดาห์ขึ้นไปตรงกันข้ามกับความต้องการโคลีนในการเจริญเติบโตของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเช่น หมูและหนู
4. ปลา
อาการที่ขาดจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและอาจเกิดจากชนิดของสัตว์หรืออาหารที่กินเข้าไป อาการที่พบคือ มีไขมันสะสมในตับ โลหิตจาง มีการตกเลือดในตับ ไต และลำไส้และอาการอืนๆพบใน ปลา แชลมอน ปลาเทร้าท์ ปลาคาบ ปลาดุก และปลาบรึม ปลาคาบปกติแล้วจะพบการเจริญที่ปกติมากเมื่อขาดโคลีนจะมีแค่เกิดการสะสมไขมันในตับมากกว่า10 % ส่วนปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นเมื่อขาดจะเบื่ออาหารทำให้เจริญเติบโตไม่ดีและเมื่อผ่าซากพบว่าลำไส้มีสีขาวเทา ส่วนการศึกษาในกุ้งฝอยหลัง 4 สัปดาห์ กุ้งฝอยที่ขาดโคลีนจะมีลักษณะตัวเล็กกว่าตัวที่เปรียบเทียบในทางสถิติ
5. สัตว์อื่นๆ
a. สัตว์ในห้องทดลอง หนูตะเภาเมื่อขาดการเจริญเติบโตไม่ดี โลหิตจาง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หนูและmice มีการสะสมไขมันในตับ ชึ่งในหนูจะเปลี่ยนไปเป็นโรคตับแข็งหรือเกิดเนื้อเส้นใยที่ผิดปกติในตับ ส่วนmice ทีการตกเลือดในตับ
b. กระต่าย จตตช้ากว่าปกติ สะสมไขมันในตับและตับแข็ง ท่อไตอักเสบ
c. สุนัขและแมว ในลูกสุนัขถ้าขาดทำให้เกิดการหดตัวของต่อม Thymus ( ต่อมไร้ท่อที่อยู่ด้านหลังกระดูกเต้านมไปถึงบริเวณต่อมไธรอยด์ ส่วนแมวจะมีผลต่อการไหลชึมของไขมันในกลีบตับ และระดับอัลบลูมินในเลือดต่ำและการเจริญเติบโตลดลง
d. ลิง จำพวกขีบัส ลิงรัชัส และลิงบาบูนที่กินโคลีนน้อยใน 1-2 ปีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไขมันในตับและเนื้อเยื่อในตับ
e. มนุษย์ ความสัมพันธ์ของโคลีนมีผลต่อความหนาของผนังเส้นเลือดแดงใหญ่จากการศึกษาพบว่าถ้าขาดโคลีนจะทำให้เส้นเลือดเสียหายได้ เกิดโรคเลือดคั่ง เส้นเลือดตีบ จากการศึกษาพบว่าโคลีนยังป้องกันโรคความจำเสื่อมและโรคทางประส่าท


X. การเสริมโคลีน
โคลีนเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีในอาหารทั่วๆไปและอาหารเสริม โคลีนที่ได้จากสารประกอบจำพวก แก้สธรรมชาติ เช่น methanol และ แอมโมเนียซึ่งให้ผลผลิตเป็น trimethylamine แล้วผลผลิตสุดท้ายเป็นโคลีนสำหรับนำไปใช้ประโยชน์จะอยู่ในรูป โคลีนคลอไรด์( 86.6% ) ส่วนใหญ่ที่ใช้ประโยชน์70%ในของเหลว 25-60%เป็นผงแห้ง การตอบสนองการเสริมโคลีนในรูปของอาหารจะขึ้นอยู่กับชนิด อายุของสัตว์เพราะสัตว์แต่ละขนิดจะสามารถสังเคราะห์โคลีนได้แตกต่างกัน แต่อาจไม่เพียงพอก็จะมีการเสริมในรูปของอาหารบำรุงสัตว์ที่อายุน้อยๆจะไม่ต้องการโคลีนเพิ่มถ้ามีระดับของสาร methionine สูงพอสำหรับผลิตโคลีนได้
Methionine สามารถให้ methyl group สำหรับสังเคราะห์โคลีนแต่ถ้ามีโคลีนในระดับที่เพียงพอกับความต้องการ methionine ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งความสัมพันธุ์ของโคลีนกับ methionine ดังแสดงใว้ในหัวข้อที่ VI และVII ได้มีการวิจัยระดับโคลีนในแม่สุกรที่เป็นโรค Spraddled hindleg คือข่วงแรกของการตั้งครรภ์ระดับโคลีนที่ต้องการคือ 3000 mg/ แม่หมู 1ตัว ข่วงที่2 ระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ จะต้องการเพิ่มขึ้นต่อวันถึง 4200 – 4500 mg สำหรับมนุษย์ได้รับโคลีนและ methionine ในอาหารจำพวกพืชและเนื้อสัตว์ การเสริมโคลีนจึงไม่จำเป็นเว้นแต่จะใช้เป็นอาหารบำรุงในทารก เด็กหนุมสาวที่ชอบทานอาหารที่ขาดโปรตีนหรืออาหารที่มีการฟอกสูงและคนไข้ที่ขาดสารอาหารมากๆจึงจะมีการเพิ่มโคลีนในอาหารทารกพวกผลิตภัณฑ์นมมีการบอกระดับปริมาณโคลีนที่ต้องการอย่างเด่นขัด โคลีนที่ใช้ในอาหารส่วนมากคือ 70%โคลีนคลอไรท์ในรูปสารละลาย หรือ 25-60%เป็นผงแห้ง หรืออยู่ในรูปยาเม็ด อาหารเหลว ควรเก็บใว้ในที่มิดขิด

XI. ความเป็นพิษ ( Toxicity )
การทดลองถึงความเป็นพิษในสัตว์ เมื่อได้รับโคลีนมากเกินไปจะมีอาการ น้ำลายออกมามากเกินไป หัวใจเต้นแรง พูดตะกรุตะกระ กล้ามเนื้อกระตุก ผิวหนังมีสีเขียวเนื่องจากขาดออกชิเจน มีอาการขักและระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาต มีการทดลองให้โคลีนคลอไรท์แบบ LD50 ในหนูโดยให้ในปริมาณ 3.4-6.7 กรัม/1กิโลกรัมน้ำหนักตัวหนู ระดับโคลีนที่มากเกินความต้องการคือ 868-2000 ppm ในไก่จะเห็นว่าเกิดอาการเป็นพิษเมื่อได้รับ 2 เท่าของความต้องการ ในมนุษย์ที่ได้รับโคลีนหรือ lecithin มากเกินไปจะมีผลต่อะรบบกระเพาะอาหารและลำไล้ขนิดเฉียบพลัน เหงือออกมาก มีน้ำลายออกมากกว่าปกติและสูยเสียการอยากอาหาร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หาเพื่อน หาแฟน หาคนคุย คลายเหงา